เครื่องฟอกอากาศ

เป็นภูมิแพ้ควรใช้เครื่องฟอกอากาศ จริงมั้ย?

เป็นภูมิแพ้ควรใช้เครื่องฟอกอากาศ จริงมั้ย? ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มีเพิ่มมากขึ้น 3-4 เท่า เมื่อเทียบระหว่างช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (สถิติโดยข้อมูลสถิติของสมาคมโรคภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยาแห่งประเทศไทย) อาการของโรคภูมิแพ้นั้น สังเกตุได้โดยจะมีอาการ มีน้ำมูกในตอนเช้า จาม คันจมูก คัดจมูก ไอ หายใจไม่คล่องหรือหายใจแล้วมีเสียงวี้ด เป็นต้น อาการเหล่านี้คืออาการบ่งบอกภูมิแพ้ ซึ่งอาจจะเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น กรรมพันธุ์ มลภาวะ การสูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย สภาพแวดล้อมภายในที่พักอาศัย เช่น เลี้ยงสัตว์ ปูพรม แม้กระทั่งเครื่องปรับอากาศก็สามารถเป็นแหล่งสะสมฝุ่นละอองและไรฝุ่นชั้นดี ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาพูดถึงวิธีการบรรเทาและป้องกันการเกิดภูมิแพ้ที่มาจากสภาพแวดล้อมที่คละคลุ้งไปด้วยฝุ่นละอองซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของอาการภูมิแพ้ได้ โดยการใช้ “เครื่องฟอกอากาศ” ว่าจะสามารถช่วยเราจากโรคภูมิแพ้ได้จริงแท้แค่ไหน เครื่องฟอกอากาศ สามารถดักจับสิ่งแปลกปลอมในอากาศได้เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น เชื้อโรค แบคทีเรีย รวมถึงกลิ่นอับอันไม่พึงประสงค์ ซึ่งมีกล่าวมานั้นล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่มีอาการภูมิแพ้ยิ่งกำเริบมากขึ้นไปอีก ดังนั้นการมีเครื่องฟอกอากาศนั้นจะช่วยให้ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้บรรเทาเบาบางลงไป แต่ก็มีภูมิแพ้บางชนิดที่เครื่องฟอกอากาศนั้นไม่สามารถช่วยบรรเทาได้ เช่น แพ้อาหาร หรือ แพ้แมลง เป็นต้น เครื่องฟอกอากาศจะส่งผลดีอย่างชัดเจนต่อเมื่อใช้ความละเอียดในการกรองสูงมาก หรือเป็น HEPA filter ที่กรองได้ตั้งแต่ 0.3 ไมครอน (ไรฝุ่น 250 micron) ดังนั้น การที่มีเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพดี ยอมส่งผลดีและช่วยบรรเทาผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากเครื่องฟอกอากาศที่จะช่วยลดอาการภูมิแพ้แล้ว การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมก็จะช่วยลดอาการภูมิแพ้ได้เช่นกัน เช่นการจัดห้องนอนให้เป็นระเบียบ ทำความสะอาดที่นอนและห้องที่อยู่อาศัยทุกวันหรือเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดสาเหตุของโรคภูมิแพ้ได้ แม้ภูมิแพ้จะเป็นโรคเรื้อรัง แต่ถ้าหากรู้สาเหตุของการแพ้อย่างชัดเจนและพยายามหลีกเลี่ยง ตลอดจนการหมั่นดูแลร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ ย่อมช่วยบรรเทาอาการที่จะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

แอร์ ทำงานยังไง

เครื่องปรับอากาศ ทำงานยังไง

หน้าร้อนเมืองไทยแบบนี้ เพื่อนๆหลายคน คงอยากจะหยุดอยู่บ้านเปิดเครื่องปรับอากาศ หาหนังในเน็ตฟลิกซ์นั่งดูกันเพลินๆ แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดคิด เครื่องปรับอากาศในห้องเสีย! จากที่วางแผนไว้ว่าจะเปิดแอร์ดูหนังชิวๆ กลับกลายต้องทนร้อนเปิดหาเบอร์ช่างแอร์มาซ่อมแอร์ให้ พอช่างแอร์มาถึงก็บอก คอมเพรสเซอร์ (Compressor) เสียบ้าง น้ำยาแอร์หมดบ้าง คอยล์ร้อน (Condenser) ไม่ทำงานบ้าง แต่ที่ช่างพูดมานั้นไม่เข้าใจเอาซะเลย ไม่เป็นไรครับ วันนี้เราจะมาเรียนรู้กระบวนการทำงานของเครื่องปรับอากาศกัน เมื่อถึงเวลา ช่างแอร์ มาจะได้คุยกับช่างเขารู้เรื่องครับ เราไปลุยกันเลย กระบวนการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศนั้น มีองค์ประกอบหลักอยู่ 4 ส่วน ได้แก่ 1.คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสารทำความเย็น โดยทำให้สารทำความเย็นมีอุณหภูมิและความดันสูงขึ้น 2.คอยล์ร้อน (Condenser) ทำหน้าที่ระบายความร้อนของสารทำความเย็น 3.คอยล์เย็น (Evaporator) ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนภายในห้องมาสู่เครื่องปรับอากาศ 4.ตัวลดความดัน (Throttling Device) ทำหน้าที่ลดความดันและอุณหภูมิของสารทำความเย็น น้ำยาแอร์ที่ผ่านส่วนนี้ จึงเย็นจัด ซึ่งทำให้เกิดลมเย็นเป่าเข้ามาในห้องของเรา และคอยล์เย็นในตัวเครื่องปรับอากาศก็พร้อมดูดซับความร้อนในห้องอีกครั้ง และจะวนอย่างนี้ตลอดการทำงาน เมื่อเรารู้หน้าที่ของการทำงานแต่ละส่วนแล้ว เรามาดูกระบวนการทำงานของเครื่องปรับอากาศกันต่อเลยครับ ขั้นแรก: คอมเพรสเซอร์จะทำหน้าที่ดูดและอัดสารทำความเย็นเพื่อเพิ่มความดันและอุณหภูมิของน้ำยาแล้วส่งต่อเข้าคอยล์ร้อน ขั้นที่สอง: น้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์ร้อนโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยระบายความร้อน ทำให้น้ำยาจะที่ออกจากคอยล์ร้อนมีอุณหภูมิลดลง (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งต่อให้อุปกรณ์ลดความดัน ขั้นที่สาม: น้ำยาที่ไหลผ่านอุปกรณ์ลดความดันจะมีความดันและอุณหภูมิที่ต่ำมาก แล้วไหลเข้าสู่คอยล์เย็น ขั้นสุดท้าย: น้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์เย็นโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยดูดซับความร้อนจากภายในห้อง เพื่อทำให้อุณหภูมิห้องลดลง ซึ่งทำให้น้ำยาที่ออกจากคอยล์เย็นมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งกลับเข้าคอมเพรสเซอร์เพื่อทำการหมุนเวียนน้ำยาต่อไป เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับความรู้เรื่องหลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ไม่ยากใช่ไหมครับ ครั้งหน้าพอช่างแอร์พูดถึงอุปกรณ์การทำงานของเครื่องปรับอากาศว่ามีตัวไหนเสีย ตัวไหนที่ต้องเปลี่ยนบ้าง เราก็พอจะทราบและคุยกับช่างได้ด้วยความเข้าใจครับ แนะนำ แอร์เคลื่อนที่ 9000 บีทียู ใช้งานง่ายไม่จุดจิก

แอร์เคลื่อนที่ เจพีเอ็ก

เปิดพัดลมตั้งพื้นพร้อมแอร์ประหยัดจริงมั้ย?

ในปัจจุบันนี้โลกของเรานั้นร้อนขึ้นทุกวันๆ ทำให้เราต้องเปิดแอร์ตลอดทั้งวันทำให้บิลค่าไฟที่ส่งมาให้เรานั้นแพงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จริงๆแล้วนั้นเรามีวิธีที่จะทำให้คุณได้ประหยัดค่าไฟได้มากขึ้นโดยการเปิดพัดลมตั้งโต๊ะ ไปพร้อมๆกับเปิดแอร์ วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัย และ หาคำตอบว่า เปิดพัดลมพร้อมกับเปิดแอร์ประหยัดขึ้นหรือไม่ หลายคนอาจจะสงสัยว่าเปิดทั้งแอร์เปิดทั้งพัดลมมันจะประหยัดขึ้นได้ยังไงเล่นเปิดทั้งสองอย่างค่าไฟก็ต้องขึ้นแพงกว่าอยู่แล้ว จริงๆ แล้วผมอยากจะบอกว่าไม่ใช่เลยครับ เพราะอะไร? เรามาดูอัตราการกินไฟของเครื่องปรับอากาศกันครับ ค่าเฉลี่ยของแอร์ขนาด 17,000 BTU เปิดอุณหภูมิไว้ที่ 25 องศา เปิดไว้ 8 ชั่วโมง แอร์จะทำงานแค่ 6 ชั่วโมงเพราะเมื่อถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้คอมเพรสเซอร์ของแอร์นั้นจะตัดอัตโนมัติ ตกแล้วค่าไฟอยู่ที่ วันละ 21.28 บาท เดือนละ 638.40 บาท ในขณะที่พัดลมตั้งโต๊ะเปิดเบอร์สามวันละ 8 ชั่วโมง เฉลี่ยแล้วค่าไฟอยู่ที่ เดือนละ 45.80 บาท หรือวันละ 1.52 บาทเท่านั้นเอง คราวนี้เรามาดูว่าความเย็นสบายของร่างกายนั้นเกิดจาก 3 องค์ประกอบนั้นคือ 1.อุณหภูมิ 2.ความชื้นสัมพัทธ์ 3.ความเร็วลม ดังนั้นถ้าเราจะเปิดพัดลมอย่างเดียวแล้วไม่เย็นนั้นเพราะมีแค่แรงลมเท่านั้นไม่สามารถทำให้ อุณหภูมิลดลงได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเปิดแอร์ช่วยเพื่อลดอุณหภูมิและปรับความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ซึ่งมีผลการวิจัยออกมาว่า ความเร็วลมที่ 20 กม./ชม. หรือความเร็วของพัดลมเบอร์ 3 เมื่อเปิดมากระทบตัวเราทำให้อุณหภูมิลดลง 2 องศาเซลเซียส จึงทำให้เมื่อเราเปิดแอร์ที่ 25 องศาเซลเซียส และเปิดพัดลมเบอร์ 3 เป่ามาที่ตัวเราจะทำให้เรารู้สึกเหมือนเราอยู่ในอุณหภูมิที่ 23 จะประหยัดกว่าที่เราเปิดแอร์และตั้งค่าไว้ที่อุณหภูมิ 23 องศาเซลเซียสโดยไม่เปิดพัดลม เพราะว่าค่าไฟจากแอร์นั้นแพงกว่าการที่เราเปิดพัดลมมาก เพียงแค่นี้คุณก็จะรู้สึกเย็นสบายและประหยัดค่าไฟได้อีกด้วย

พัดลมตั้งพื้น

เทคนิคการเลือกซื้อพัดลม

พัดลมแบบไหนช่วยเซฟเงินในกระเป๋าคุณ ? ผ่านฤดูร้อนมาแล้ว แต่หลายคนสงสัยว่าประเทศไทยมีฤดูอื่นด้วยหรือนอกจากฤดูร้อน แต่ช่วงนี้ฝนฟ้าก็ดูเป็นใจตกพรำๆทำให้เราชุ่มฉ่ำคลายความร้อนได้เยอะเลยทีเดียว ถึงกระนั้นไม่ว่าจะยังไงก็ตามหลายๆคนก็จะยังเปิดแอร์อยู่ตลอดทั้งวันซึ่งการที่เราเปิดแอร์ทั้งวันนั้น นอกจากจะทำให้ค่าไฟบ้านเพิ่มขึ้นอย่างมากมายแล้วทำแอร์นั้นสึกหรอเร็วขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นในการที่เราจะประหยัดไฟได้มากคือการเปิดใช้พัดลมแทนแอร์ วันนี้เราจะมาดูประเภทของพัดลมแบบไหนที่จะเหมาะกับคุณ และคุ้มค่ากับเงินที่คุณลงทุนไปมากที่สุด พัดลม แบ่งออกเป็น 7 ประเภทหลักๆ คือ พัดลมติดเพดาน พัดลมโคจร พัดลมติดผนัง พัดลมตั้งโต๊ะ พัดลมตั้งพื้น พัดลมสามขา พัดลมดูดอากาศ แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึง พัดลมตั้งโต๊ะ กับ พัดลมตั้งพื้น ซึ่งทั้ง 2 แบบนั้นมีลักษณะการทำงานที่คล้ายคลึงกัน ส่วนประกอบหลักของพัดลมแบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ คือ ใบพัด ตะแกรงคลุมใบพัด มอเตอร์ไฟฟ้า สวิตซ์ควบคุมการทำงานและกลไกที่ทำให้พัดลมหยุดกับที่ หรือ หมุนส่ายไปมา พัดลมจะทำงานได้เมื่อกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ และเมื่อกดปุ่มเลือกให้ลมแรงหรือเร็วตามที่ผู้ใช้ต้องการ กระแสไฟฟ้าจึงไหลเข้าสู่ตัวมอเตอร์ ทำให้แกนมอเตอร์หมุ่น ใบพัดที่ติดอยู่กับแกนก็จะหมุนตามไปด้วยจึงเกิดลมพัดออกมา แล้วพัดลมแบบไหนที่จะเหมาะกับการใช้งานของเราล่ะ? การเลือกพัดลมนั้นจะต้องดูตามความเหมาะสมไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่จำกัด หรือ ระยะที่ตั้งของพัดลมและตัวเรา ถ้าท่านไหนที่มีพื้นที่จำกัดอาจจะเป็นโต๊ะทำงาน หรือ โต๊ะคอมพิวเตอร์ก็ควรที่จะเลือกพัดลมตั้งโต๊ะเพื่อความสะดวกสบายในพื้นที่ที่ จำกัด ส่วนท่านใดมีพื้นที่กว้างขึ้นมาหน่อยก็ขอแนะนำเป็นพัดลมตั้งพื้น เพราะนอกจากเราจะสามารถปรับระดับความสูงเพื่อที่จะให้ลมโดนทั้งตัวเราได้แล้วเรายังจะสามารถกดส่ายพัดลมให้มีระยะการส่ายกว้างขึ้นอีกด้วยเอาเป็นว่าเย็นกันอย่างทั่ว ถึงกันเลยทีเดียว การใช้พัดลมนอกจากจะช่วยเราประหยัดเงินในกระเป๋าเราแล้วเรายังได้รับอากาศบริสุทธิ์อีกด้วย   สินค้าคุณภาพจาก JPX พัดลม 16 นิ้ว ตั้งโต๊ะ 890 บาท พัดลม 16 นิ้ว สไลด์ 990 บาท พัดลม 10 นิ้ว ตั้งโต๊ะ 550 บาท พัดลม 6 นิ้ว ตั้งโต๊ะ 350 บาท แอร์เคลื่อนที่ 9,000 BTU  l  12,000 BTU  I  15,000 BTU เครื่องฟอกอากาศ 360 องศา ราคา 13,300 บาท

เครื่องฟอกอากาศ

เครื่องฟอกอากาศแบบไหนเหมาะกับบ้านคุณ?

บทความนี้เราจะมาดูวิธีในการเลือกเครื่องฟอกอากาศให้คุ้มค่ากับการลงทุนของเรามากที่สุด และเหมาะสมกับพื้นที่ของเรามากที่สุด การเลือกเครื่องฟอกอากาศนั้นหลักๆ จะมีอยู่ 5 ปัจจัยที่ช่วยในการตัดสินใจของเรา ขนาดของห้อง – ขนาดของห้องเป็นสิ่งที่สำคัญในการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ ยิ่งห้องของเรามีพื้นที่มากเท่าไหร่เราก็ต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศที่ใหญ่มากขึ้น เพื่อที่เครื่องฟอกอากาศจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้นวิธีการคือวัดขนาดกว้าง ยาวของห้องแล้วดูค่าเปลี่ยนถ่ายอากาศทุกชั่วโมงของเครื่องฟอกอากาศว่าค่าคือเท่าไร ค่า CADR – ค่า CADR หรือ อัตราการเปลี่ยนถ่ายอากาศต่อชั่วโมงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งตัวเลขนี้จะวัดปริมาณทั้งหมดที่เครื่องฟอกอากาศสามารถสร้างอากาศบริสุทธิ์ได้เท่าไหร่ใน 1 นาที ยิ่งตัวเลขสูงยิ่งทำความสะอาดได้ดี Air Volume หรือ Ari Flow – เปรียบเทียบค่า Air Volume หรือ Air Flow ของเครื่องฟอกอากาศแต่ละรุ่น ว่าแตกต่างกันหรือไม่ โดยตัวเลขจะแสดงถึงความรวดเร็วในการกรองอากาศ ยิ่งตัวเลข Air Flow สูงมากขึ้นเท่าไหร่ก็แสดงว่าเครื่องฟอกตัวนี้สามารถกรองอากาศให้เป็นอากาศ บริสุทธิ์เร็วขึ้นมากเท่านั้น ประหยัดพลังงาน – การเลือกเครื่องกรองอากาศแบบประหยัดพลังงานนอกจากจะช่วยลดโลกร้อนแล้วยังช่วยเราประหยัดค่าไฟอีกด้วย ส่วนหนึ่งที่มีผลต่อการทำงานของเครื่องฟอกอากาศคือ แผ่นกรอง ถ้าแผ่นกรองยิ่งหนามากจะทำให้อากาศผ่านได้น้อย จะยิ่งทำให้เครื่องฟอกอากาศทำงานหนักขึ้นและกินไฟมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราควรเลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองสามารถทำให้อากาศไหลผ่านได้ ดังนั้นเราควรเลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองสามารถทำให้อากาศไหลผ่านได้ดี รวมถึงให้พิจารณาถึงฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ร่วมด้วย

วิธีการดูแลรักษาแอร์เคลื่อนที่

5 วิธีการใช้งานและดูแลรักษาทำความสะอาดแอร์เคลื่อนที่เมื่อคุณได้แอร์เคลื่อนที่สักเครื่องที่ถูกใจแล้ว การใช้งานที่ถูกต้อง และ การดูแลรักษาทำความสะอาดเพื่อให้แอร์เคลื่อนที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะศึกษาอย่างละเอียด วิธีการใช้งานแอร์เคลื่อนที่ สำรวจพื้นที่ ขนาด ภายในห้องเพราะแอร์เคลื่อนที่สามารถทำความเย็นได้อย่างทั่วห้อง นั่นขึ้นอยู่กับบีทียู และ ขนาดของห้องด้วย ในการต่อทอลมร้อน สิ่งที่ควรระวัง คือ พยายามอย่าให้มีอะไรมาทับท่อเพื่อให้ลมร้อนระบายอากาศได้สะดวก ไม่ควรเปิดใช้แอร์ตลอดเวลา ไม่ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดไหนก็ต้องการพักผ่อนหากใช้งานมากเกินไปอาจจะทำให้อายุการทำงานสั้นลง ห้ามต่อเติมท่อลมร้อนของแอร์เคลื่อนที่ให้ยาวขึ้นเพราะความยาวที่ไม่พอดีจะทำให้พัดลมไม่มีแรงดันมากพอที่จะระบายความร้อนได้ ควรต่อท่อลมร้อนออกภายนอกและปิดรูอย่างมิดชิดเพื่อไม่ให้ลมร้อนและลมเย็นมากระทบกัน วิธีดูแลรักษา ทำความสะอาด แอร์เคลื่อนที่หลังจากได้รู้วิธีใช้งานของแอร์เคลื่อนที่กันไปแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ การดูแลรักษาทำความสะอาดแอร์เคลื่อนที่ 1.เวลาที่แอร์เคลื่อนที่มีปัญหาควรเลือกช่างที่เป็นของผู้ผลิตแอร์เคลื่อนที่ยี่ห้อนั้นๆมาตรวจเช็ค เพราะช่างแอร์ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้ระบบของแอร์เคลื่อนที่ดีพอ 2.เนื่องจากน้ำยาของแอร์เคลื่อนที่นั้น เป็นระบบปปิด หากไม่มีการรั่วซึม คุณไม่จำเป็นต้องเติมน้ำยา 3.หมั่นล้างตัวกรองอากาศ และ ช่องใส่น้ำทิ้ง เพื่อไม่ให้ภายในแอร์เคลื่อนมีฝุ่นสะสมมากเกินไป 4. ควรเสียบปลั๊กต้องเสียบให้ดี ไม่ให้หลวม และไม่ควรใช้ปลั๊กพ่วงกับเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่น เพื่อไม่ให้เกิดกระแสไฟฟ้ารัดวงจร และ ยังช่วยรักษาความปลอดภัยของคุณอีกด้วย 5. เฉพาะแอร์เคลื่อนที่ในบางรุ่นที่ไม่สามารถระเหย หรือปั๊มน้ำทิ้งออกได้เอง ควรหมั่นนำน้ำทิ้งในถาดน้ำทิ้งออกมาเทอย่างสม่ำเสมอ ราคาแอร์เคลื่อนที่ ในปัจจุบันโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด BTU มองว่าเป็นราคาที่เหมาะสม เพราะเนื่องจากคุณภาพของแอร์เคลื่อนที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าแอร์ติดผนัง

แอร์เคลื่อนที่ หรือ แอร์ติดผนัง

Topic : แอร์เคลื่อนที่ vs แอร์ติดผนัง ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีก็เช่นกัน ซึ่งหากพูดถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่ขาดไม่ได้เลยในตอนนี้นั่นก็คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก แอร์ เพราะด้วยอากาศที่ร้อน อบอ้าว ยังไงก็ต้องมีติดบ้านไว้สักเครื่อง และ ด้วยการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทำให้ปัจจุบัน ไม่ได้มีแค่แอร์ติดผนัง แต่ยังมี แอร์เคลื่อนที่ เพิ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกอีกด้วย วันนี้เจพีเอ็กซ์ JPX จะพามาดูว่า แอร์ติดผนัง กับ แอร์เคลื่อนที่ แตกต่างกันอย่างไร แอร์เคลื่อนที่คือ แอร์ที่ใช้งานง่าย สะดวก กะทัดรัด โดยการใช้งานแอร์เคลื่อนที่นั้น ไม่ต้องติดตั้งให้เสียเวลา จะแตกต่างกับแอร์ติดผนัง และ สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามใจชอบ ซึ่งการใช้งานนั้นไม่ต่างจากแอร์ติดผนังแต่ทว่าการจะใช้แอร์เคลื่อนที่ ก็ต้องดูที่ขนาดห้องด้วย หากห้องกว้างเกินไป ความเย็นของแอร์อาจจะไม่ทั่วถึง ข้อดี แอร์เคลื่อนที่ ใช้งานได้ง่าย ไม่ต้องเจาะ ไม่ต้องเดินท่อ สามารถนำออกมาทำความสะอาดเองได้ ไม่ต้องจ้างช่าง แอร์เคลื่อนที่ ราคา ไม่สูงมาก จึงทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในส่วนหนึ่ง ย้ายจุดได้  ใช้ได้ในห้องที่ไม่อนุญาติให้เจาะ ข้อเสีย แอร์เคลื่อนที่ คอยล์ร้อนอยู่ในตัวเครื่อง ทำให้ดึงความเย็นจากในห้องไปบางส่วน ต้องระบายความร้อนออกนอกห้อง แอร์ติดผนังหลายคนคงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันแอร์ติดผนังก็มีฟังก์ชั่นการทำงานที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับยี่ห้อที่เลือกใช้ แต่ทว่าจะปวดหัวกับเรื่องค่าไฟเป็นส่วนใหญ่ ข้อดี แอร์ติดผนัง ทำความเย็นได้ทั่วห้องกว่า แอร์เคลื่อนที่ การใช้งานที่หลากหลาย สามารถใช้งานได้กับห้องที่กว้างมาก ข้อเสีย แอร์ติดผนัง มีการติดตั้งที่ยุ่งยาก ต้องเจาะเข้ากับผนัง เคลื่อนย้ายไม่ได้ ล้างแอร์เองทำได้แต่ยุ่งยากกว่า แล้วแบบไหนที่ตอบโจทย์ ? หากคุณไม่ชอบความยุ่งยาก เน้นใช้งานง่าย สะดวก แอร์เคลื่อนที่ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพราะด้วยการทำงานที่ออกแบบมาคล้ายกับแอร์ติดผนัง ฟังก์ชั่น และ การทำงาน จึงสามารถตอบโจทย์คนยุคใหม่ได้ดี ทั้งเรื่องคุณภาพ ความเย็น ระบบอัตโนมัติ รวมไปถึงราคาที่เอื้อมถึงได้ด้วย

แอร์เคลื่อนที่

ไขข้อสงสัย แอร์เคลื่อนที่ ดีจริงไหม?

ไขข้อสงสัย แอร์เคลื่อนที่ ดีจริงไหม?เชื่อว่าหลายคนน่าจะสงสัยเกี่ยวกับแอร์เคลื่อนที่ เพราะปัจจุบันเรามักจะคุ้นเคยกับแอร์ติดผนังกันมากกว่าจึงมีคำถามมากมายเกี่ยวกับแอร์เคลื่อนที่ วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน แอร์เคลื่อนที่ คืออะไร Movable Type หรือที่เราเรียกกันว่า แอร์เคลื่อนที่ มีลักษณะ กะทัดรัดไม่ใหญ่มากและไม่เล็กมาก สามารถให้ความเย็นได้เหมือนแอร์ติดผนังทั่วไป แต่จุดพิเศษของแอร์เคลื่อนที่ คือ เคลื่อนย้ายได้ตามใจชอบ ไม่ต้องยุ่งยากติดตั้งเจาะผนัง ซื้อเสร็จพร้อมใช้งานได้ทันที แค่เสียบปลั๊กเท่านั้นแอร์เคลื่อนที่ ดีไหม ด้วยลักษณะของแอร์เคลื่อนที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายจึงทำให้การดูแลรักษาไม่ได้ยุ่งยากเลยสักนิด เพราะภายในตัวแอร์เคลื่อนที่มีเพียงที่กรองอากาศและช่องใส่น้ำทิ้ง ทำให้สามารถทำความสะอาดได้เอง ไม่ต้องเสียเงินจ้างช่างมากล้างให้ยุ่งยากประหยัดทั้งเงินทั้งเวลาอีกด้วย แอร์เคลื่อนที่ประหยัดไฟ จริงไหมหากเปิดติดต่อกันนาน 8-10 ชั่วโมง แอร์เคลื่อนที่ขนาด 12,000 btu กินไฟที่ 1.04 หน่วยต่อชั่วโมงในขณะที่ทำงานที่พัดลมแรงสุด เปรียบเทียบราคาค่าไฟบ้านจะตกประมาณ 3.8-4 บาท ต่อชั่วโมง ถ้าเปิด 8ชั่วโมงจะอยู่ประมาณ 32 บาท และแอร์เคลื่อนที่ขนาด 10,000 btu กินไฟที่ 0.7หน่วย ต่อชั่วโมง เปรียบเทียบเป็นราคาค่าไฟบ้านจะตกประมาณ 2.8-3บาท ต่อชั่วโมง ถ้าเปิด 8 ชั่วโมงจะอยู่ประมาณ 24 บาท แอร์เคลื่อนที่ยังสามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดได้ มีจอแสดงผลแบบดิจิตอล ปรับอุณหภูมิได้ มีฟังก์ชั่นการทำงานคล้ายแอร์ติดผนังทั่วไป หากใครกลัวกินไฟ เวลานอนก็สามารถตั้งเวลาเอาไว้ได้เพื่อเซฟอีกที สรุป แอร์เคลื่อนที่ประหยัดกว่าแอร์ติดผนัง แต่ความเย็นอาจจะไม่เทียบเท่าแอร์ติดผนัง ราคาแอร์เคลื่อนที่ปัจจุบันแอร์เคลื่อนที่นับว่ามีราคาไม่แพง และมีคุณภาพที่น่าพอใจ โดยเฉลี่ยราคาแอร์เคลื่อนที่จะอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป แอร์เคลื่อนที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับคนที่กำลังมองหาแอร์เพื่อมาติดตั้งใช้งานในบ้าน แต่คำนึงถึงเรื่องค่าใช้จ่าย อายุการใช้งาน และ การดูแลรักษา แต่ไม่รู้จะซื้อดีไหม แนะนำว่าอย่าลังเล เพราะจากฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ เทียบเท่าแอร์ติดผนังได้เลย   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  LINE : @JPXTHAILAND