แอร์เคลื่อนที่กินไฟไหม JPX มีคำตอบ

แอร์เคลื่อนที่กินไฟไหม ? เนื่องจากแอร์เคลื่อนที่ก็เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทหนึ่ง ดังนั้นวิธีการคำนวณค่าไฟก็คิดเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ โดยดูที่กำลังการใช้ไฟฟ้า (หน่วยเป็นวัตต์) จากสูตรนี้ กำลังไฟฟ้า (วัตต์ ) x จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า ÷ 1000 x จำนวนชั่วโมงที่ใช้ใน 1 วัน = จำนวนหน่วยต่อวัน (ยูนิต) ยกตัวอย่าง การคิดค่าไฟสำหรับแอร์เคลื่อนที่ 9000 BTU ของ JPX แอร์เคลื่อนที่ 9000 BTU กินไฟไหม ? ให้พลิกคู่มือหรือข้างเครื่องดูว่ากินไฟกี่วัตต์ หากเปิดเครื่องวันละ 10 ชั่วโมง และใช้ไฟ 1180 วัตต์ 1,180 x 1 ÷ 1000 x 10 = 11.8 จำนวนหน่วยต่อวัน (ยูนิต) (คิดหน่วยละ 4 บาท) หรือคิดเป็นวันละ 47.20 บาท ตกเดือนละ 1,416 บาท / เดือน เพราะฉะนั้นหากจะเทียบการกินไฟ กับแอร์บ้านก็ต้องเทียบในแอร์บ้าน 9,000 BTU เท่ากัน ในขณะเดียวกัน เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟประมาณ 1,000 วัตต์ใกล้เคียงกัน ได้แก่ เตาไฟฟ้า, หม้อหุงข้าว, เครื่องซักผ้า, เครื่องอบผ้า เพราะฉะนั้นคำถามที่ว่าแอร์เคลื่อนที่เป็นตัวช่วยประหยัดไฟไหมก็ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนที่ใช้งานเป็นหลัก   แอร์เคลื่อนที่กินไฟไหม เมื่อพิจารณาเรื่องความประหยัดไฟ และกินไฟของแอร์เคลื่อนที่เทียบกับแอร์บ้าน จะต้องแยกกันพิจารณา ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะมีผลต่อการจ่ายค่าไฟทุกเดือน หากคำนวณแล้วถ้าต้องจ่ายค่าไฟพอ ๆ กับค่าตัวเครื่องแอร์ทั้งสองแบบที่ต้องจ่ายตั้งแต่แรก ก็พอจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ ข้อที่ทำให้แอร์เคลื่อนที่ทำงานหนักก็คือ ชั่วโมงที่เปิดใช้งาน และการทำงานของ Compressor หากวัสดุอุปกรณ์ไม่ช่วยระบายความร้อนจะทำให้เครื่องทำงานหนักขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติ หาก Compressor ร้อนมาก ๆ จะไปเพิ่มอุณหภูมิรอบ ๆ แอร์เคลื่อนที่ทำให้อากาศในห้องปิดไม่เย็นลงสักที หรือทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกร้อนอยู่ ดังนั้นหากจะซื้อแอร์เคลื่อนที่แล้วต้องจัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสม วิธีการช่วยแอร์เคลื่อนที่ไม่ให้ทำงานหนัก เลือกติดตั้งเครื่องในบริเวณที่อากาศไหลเวียน และควรตั้งอยู่ในห้องปิดเพื่อลดการทำงานหนักขึ้นของแอร์เคลื่อนที่ ไม่วางของที่อุณหภูมิสูงไว้ในห้องเพื่อลดการถ่ายเทความร้อน และจำกัดชั่วโมงการใช้งาน เพื่อที่ว่าสิ้นเดือนจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าไฟแพงเกินกว่าที่จำเป็น สรุปแล้ว แอร์เคลื่อนที่ ตอบโจทย์กับผู้ที่ต้องการปรับความเย็นในห้องขนาดเล็ก อย่างเช่น หอพัก คอนโด บูธขายของ ที่มีของวางอยู่ในห้องไม่เยอะมาก และอาจจะมีการเปลี่ยนย้ายที่อยู่บ่อย ๆ แต่หากต้องการอยู่ระยะยาวในพื้นที่ห้องขนาดกว้าง ควรเลือกติดตั้งแอร์บ้านมากกว่า ตอนซื้ออย่าลืมดูกำลังไฟนำมาคำนวณค่าไฟที่ต้องจ่ายในอนาคต เพื่อความคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์   ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก mea.or.th

วิธีเปิดแอร์เคลื่อนที่แบบประหยัดไฟ

วิธีเปิดแอร์เคลื่อนที่ แบบประหยัดไฟ วิธีที่ 1 หากต้องการเย็นสบายเท่าเดิมแต่อยากประหยัดไฟ ลองตั้งอุณหภูมิแอร์เคลื่อนที่ 25 องศา แล้วเปิดพัดลมเสริม อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า ถ้าตั้งอุณหภูมิให้ห้องสูงขึ้น ก็จะประหยัดพลังงานได้มาก โดยปกติแล้วก็จะตั้งได้สูงสุดประมาณ 24-25 c มิฉะนั้นจะร้อนเกินไป การเปิดพัดลมซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วลมในห้อง ก็จะสามารถรักษาระดับความสบายเชิงความร้อนไว้เท่าเดิมได้ เท่ากับเย็นสบายเหมือนเดิม วิธีที่ 2 ปิดพัดลมระบายอากาศเมื่อไม่จำเป็น โดยส่วนใหญ่ในห้องบางห้องมักติดตั้งพัดลมระบายอากาศไว้สำหรับระบายอากาศออกจากห้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องที่มีกลิ่นหรือควันจากสูบบุหรี่ เมื่อมีการระบายอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องที่มีกลิ่นหรือควันจากการสูบบุหรี่ เมื่อมีการระบายอากาศออกจากห้อง ก็จะมีอากาศในปริมาณเท่ากันไหลเข้ามาในห้องเพื่อทดแทนอากาศส่วนที่ถูกระบายทิ้งออกไป อากาศจากภายนอกที่ไหลเข้ามาแทนที่นี้ ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อทำให้อากาศร้อนจากภายนอกที่เข้ามาเย็นลงจนเท่ากับอากาศภายในห้อง พัดลมระบายอากาศนี้มีความจำเป็นหากเป็นห้องที่มีคนใช้งานมาก หรือมีกลิ่นจากเอกสาร, อาหาร หรือควันบุหรี่ แต่หากเป็นห้องที่มีคนใช้งานไม่มาก และไม่มีกลิ่นรบกวน ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ ทั้งนี้เนื่องจาก โดยธรรมชาติจะมีอากาศรั่วซึมผ่านทางกรอบประตูหน้าต่างอยู่ในปริมาณหนึ่งอยู่แล้ว ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในการหายใจ นอกจากนี้ หากเป็นห้องประชุม ในขณะที่เปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้อากาศเย็นก่อนจะมีคนเข้าใช้ห้อง ก็ไม่จำเป้นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ ให้รอจนมีเข้าใช้ห้องประชุมเป็นจำนวนมากก่อน จึงเปิดพัดลมระบายอากาศก็ได้ วิธีที่ 3 ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟแสงสว่างที่ไม่จำเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้าและหลอดไฟฟ้าแสงสว่าง จะปล่อยความร้อนเข้าสู่ห้องปรับอากาศ เท่ากับพลังงานที่อุปกรณ์ไฟฟ้าและหลอดไฟใช้ และความร้อนนั้นก็จะกลายเป็นปัญหาของ แอร์เคลื่อนที่ และต้องเสียพลังงานในการนำความร้อนนี้ทิ้งออกไปข้างนอกอีก จะเห็นได้ว่า การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือไฟฟ้าแสงสว่าง ในห้องปรับอากาศจะเป็นการเสียค่าไฟสองต่อ คือ – เสียค่าไฟที่อุปกรณ์หรือหลอดไฟใช้ – เสียค่าไฟที่เครื่องปรับอากาศเพื่อนำความร้อนออกไปทิ้งนอกห้อง ดังนั้น การปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟแสงสว่างที่ไม่จำเป็นในห้องปรับอากาศ จึงเป็นการประหยัดสองต่ คือ ประหยัดที่ตัวอุปกรณ์ และประหยัดที่เครื่องปรับอากาศ ด้วย 3 วิธีนี้ จะช่วยให้คุณเปิด แอร์เคลื่อนที่ ได้แบบประหยัดไฟไปได้มากเลยทีเดียว

เครื่องฟอกอากาศ คืออะไร

เครื่องฟอกอากาศ คืออะไร เป็นที่ทราบกันดีว่าสภาพอากาศบ้านเราในตอนนี้ทั้งฝุ่นและควันพิษในอากาศมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และขนาดของฝุ่นนั้นก็เล็กลงขึ้นด้วยตัวอย่างเช่น PM2.5 แม้หน้ากากดักฝุ่นที่เราใส่ก็ยังไม่สามารถดักจับฝุ่นที่มีขนาดเล็กขนาดนี้ได้ ดังนั้นอีกวิธีในการแก้ปัญหาอีกวิธีหนึ่ง คือการเลือกซื้อ “เครื่องฟอกอากาศ” มาใช้งานเพื่อที่จะช่วยลดฝุ่นและกำจัดเชื้อโรคในบ้านของเราได้ แต่ว่า เครื่องฟอกอากาศคืออะไร หลักการทำงานของมันเป็นยังไง วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน เครื่องฟอกอากาศ คืออะไร? –เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier หรือ Air Cleaner) คือ เครื่องที่ช่วยในการกำลังสิ่งแปลกปลอมในอากาศเช่น ฝุ่น แบคทีเรีย เชื้อโรค รวมถึงกลิ่นอันไม่พึงประสงค์อย่างเช่น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอับ กลิ่นเหม็นในบ้านให้หายไป โดยเครื่องกรองอากาศจะดูดอากาศเข้าเครื่องผ่านตัวกรองเพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมในอากาศเอาไว้ และปล่อยอากาศบริสุทธิ์ออกมาแทน เครื่องฟอกอากาศ มีระบบการทำงานอย่างไร? ระบบการทำงานของเครื่องฟอกอากาศสามารถแบ่งออกได้ 5 ระบบหลักๆคือ 1.Air filters -Air filters หรือ แผ่นกรองอากาศ ทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส ฝุ่นละอองในอากาศที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ Air filters มีประเภทที่ทำมาจากกระดาษ เส้นใย ตาข่าย แต่แบบที่นิยมใช้ในปัจจุบันก็คือ แผ่นกรองอากาศแบบ HEPA หรือ High Efficiency Particulate Air เป็นแผ่นกรองที่ผลิตจากเส้นใย Fiberglass ที่ออกแบบมาเพื่อดักจับฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 0.3 ไมครอน และมีประสิทธิภาพดักจับฝุ่นละอองได้ไม่น้อยกว่า 99.97% และยังมีอายุเฉลียนในการใช้งานอยู่ที่ 3-5 ปีเลยทีเดียว 2.Electrostatic Precipitator (ESP) -ESP หรือ ระบบกรองอากาศที่ทำงานโดยใช้หลักไฟฟ้าสถิต โดยการปล่อยไฟฟ้าประจุลบออกม าเพื่อดักจับฝุ่นละอองในอากาศหรืออนุภาคขนาดเล็กที่เป็นประจุบวกให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน ซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักมากขึ้นแล้วตกลงสู้พื้นโดยไม่ลอยฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ 3.Gas-Phase air filters -เป็นระบบที่มีไว้สำหรับกำจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ต่างๆ โดยการใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติในการดูดซับมลพิษเป็นตัวช่วยในการทำงานของระบบ เพื่อช่วยดูดซับกลื่นไม่พึงประสงค์และก๊าซพิษให้หายไป 4.Ozone generator -เป็นการนำระบบโอโซนมาใช้กับระบบการฟอกอากาศ โดยเชื่อว่าจะช่วยกำจัดอนุภาคของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสารระเหยต่างๆ ที่ปนมากับอากาศได้ดี พร้อมทั้งสามารถกำจัดเชื้อโรคบางอย่างได้อีกด้วย แต่เนื่องจากโอโซนค่อนข้างมีผลเสียมากกว่าผลดีต่อร่างกายของมนุษย์จึงไม่ค่อยนิยมใช้กันมากนัก ดังนั้นจึงมักจะใช้เครื่องฟอกอากาศประเภทนี้กับพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านมากนัก 5.UV Light -UV Light เป็นระบบที่นำรังสีอัลตราไวโอเลตมาช่วยในการกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ อย่างเช่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือฝุ่นละอองในอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้

พัดลมไอเย็น

พัดลมไอเย็น หรือ แอร์เคลื่อนที่ แบบไหนดีกว่ากัน

พัดลมไอเย็น หรือ แอร์เคลื่อนที่ แบบไหนดีกว่ากัน หนึ่งในวิธีที่จะช่วยเราคลายร้อนได้ในช่วงหน้าร้อนประเทศไทยเช่นในตอนนี้นั้น คงหนีไม่พ้นการเปิดแอร์หรือเปิดพัดลมปรับอากาศที่จะสามารถช่วยลดอุณหภูมิให้กับเราได้ แต่บางท่านอาจจะไม่สะดวกในการที่จะติดตั้งแอร์บ้านซึ่งมีขนาดใหญ่และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ดังนั้น แอร์เคลื่อนที่ อาจจะตอบโจทย์ได้ ซึ่งแบบไหนล่ะที่จะเหมาะกับการนำมาใช้งานในช่วงเวลาร้อนๆแบบนี้ นั้นทำให้วันนี้เราจะมาตีแผ่ทั้ง ข้อดีและข้อเสียของ แอร์เคลื่อนที่ และ พัดลมไอเย็น ไปพร้อมๆกันครับ พัดลมไอเย็นคืออะไร? พัดลมไอเย็น คือพัดลมที่ใช้ระบบ Evaporative Cooling System หรือเข้าใจง่ายๆว่า กระบวนการปรับอากาศโดยใช้วิธีระเหยของน้ำ กระบวนการทำงานนั้นจะเริ่มจากการดูดเอาความร้อนที่มีในอากาศและส่งข้าสู่แผ่นความเย็น เมื่อมีการกระทบกันระหว่างความร้อนและความเย็น จะทำให้เกิดการระเหยส่งออกมาเป็นไอเย็นที่จะช่วยลดอุณหภูมิภายในห้องได้ดีในระดับหนึ่ง ข้อดีของพัดลมไอเย็น 1.ช่วยลดอุณหภูมิในห้องได้ 4-10 องศา 2.ใช้งานง่ายเพียงแค่เติมน้ำก็สามารถใช้งานได้แล้วหรือถ้าอาจจะเอาแผ่นทำความเย็น (Cooling Pad) มาช่วยลดอุณหภูมิของน้ำส่งผลให้ลมที่ออกมานั้นเย็นขึ้นก็สามารถทำได้ 3.ประหยัดพลังงานมากกว่าเครื่องปรับอากาศ 4.สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย 5.ปราศจากละอองน้ำ ไม่ทำให้เปียกชื้นเหมือนพัดลมไอน้ำทั่วไป ข้อเสียของพัดลมไอเย็น 1.ไม่สามารถให้ความเย็นได้เท่ากับเครื่องปรับอากาศ 2.ใช้งานไม่ค่อยสะดวกเท่ากับเครื่องปรับอากาศเพราะต้องหม่ำเติมน้ำอย่างสม่ำเสมอ 3.ยุ่งยากในการทำความสะอาดช่องใส่น้ำอย่างสม่ำเสมอไม่อย่างนั้นอาจจะมีกลิ่นได้ 4.เมื่อใช้งานในห้องปิดเป็นเวลานานๆ จะมีกลิ่นเหม็นอับชื้นได้ แอร์เคลื่อนที่คืออะไร? พูดแบบบ้านๆ ก็คือ แอร์ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ความแตกต่างของมันก็คือไม่จำเป็นจะต้องติดตั้งเข้ากับตัวบ้าน ใช้งานง่ายโดยการเสียบปลั๊กไฟ เครื่องมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ง่ายต่อการขนย้าย แต่อาจจะให้ BTU ที่ต่ำกว่าแอร์บ้านทั่วๆไปเพราะเนื่องจากไม่มีคอมเพรสเซอร์แยกด้านนอกเพิ่มระบายความร้อน แต่อาจจะให้ท่อต่อแยกเพื่อระบายความร้อนออกไปยังด้านนอกได้ (ในบางรุ่น) ข้อดีของแอร์เคลื่อนที่ 1.ใช้งานง่าย แค่เสียบปลั๊กก็สามารถใช้งานได้แล้ว 2.ตัวเครื่องขนาดเล็กกระทัดลัด ทำให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย 3.ดูแลรักษาง่าย เพราะมีแผ่นกรองอากาศและช่องใส่น้ำทิ้งที่นานๆจะเปลี่ยนทีโดยผู้ใช้ สามารถเปลี่ยนด้วยตนเองได้ 4..สามารถใช้ภายในห้องที่ไม่สามารถติดตั้งเครื่องปรับอากาศได้ หรือห้องที่ต้องการความเย็นโดยไม่จำเป็นจะต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ข้อเสียของแอร์เคลื่อนที่ 1.จำเป็นต้องต่อท่อ หรือ ชุดระบายอากาศความร้อนหลังเครื่อง เพื่อระบายความร้อนออกทางหน้าต่าง 2.ไม่เหมาะกับห้องที่มีขนาดกว้างจนเกินไป เพราะ แอร์เคลื่อนที่ จะทำงานหนักจึงทำให้กินไฟพอๆกับแอร์บ้าน 3.ทำความเย็นได้น้อยกว่าแอร์ทั่วไปในอัตราการกินไฟที่เกือบเทียบเท่าแอร์บ้านในขนาด BTU เท่าๆ กัน

วิธีเปิดแอร์เคลื่อนที่แบบประหยัดไฟ

วิธีเปิดแอร์เคลื่อนที่แบบประหยัดไฟ ทำยังไงบ้าง วิธีที่ 1 หากต้องการเย็นสบายเท่าเดิมแต่อยากประหยัดไฟ ลองตั้งอุณหภูมิ แอร์เคลื่อนที่ ที่ 25 องศา แล้วเปิดพัดลมเสริม อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า ถ้าตั้งอุณหภูมิให้ห้องสูงขึ้น ก็จะประหยัดพลังงานได้มาก โดยปกติแล้วก็จะตั้งได้สูงสุดประมาณ 24-25 c มิฉะนั้นจะร้อนเกินไป การเปิดพัดลมซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วลมในห้อง ก็จะสามารถรักษาระดับความสบายเชิงความร้อนไว้เท่าเดิมได้ เท่ากับเย็นสบายเหมือนเดิม วิธีที่ 2 ปิดพัดลมระบายอากาศเมื่อไม่จำเป็น โดยส่วนใหญ่ในห้องบางห้องมักติดตั้งพัดลมระบายอากาศไว้สำหรับระบายอากาศออกจากห้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องที่มีกลิ่นหรือควันจากสูบบุหรี่ เมื่อมีการระบายอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องที่มีกลิ่นหรือควันจากการสูบบุหรี่ เมื่อมีการระบายอากาศออกจากห้อง ก็จะมีอากาศในปริมาณเท่ากันไหลเข้ามาในห้องเพื่อทดแทนอากาศส่วนที่ถูกระบายทิ้งออกไป อากาศจากภายนอกที่ไหลเข้ามาแทนที่นี้ ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อทำให้อากาศร้อนจากภายนอกที่เข้ามาเย็นลงจนเท่ากับอากาศภายในห้อง พัดลมระบายอากาศนี้มีความจำเป็นหากเป็นห้องที่มีคนใช้งานมาก หรือมีกลิ่นจากเอกสาร, อาหาร หรือควันบุหรี่ แต่หากเป็นห้องที่มีคนใช้งานไม่มาก และไม่มีกลิ่นรบกวน ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ ทั้งนี้เนื่องจาก โดยธรรมชาติจะมีอากาศรั่วซึมผ่านทางกรอบประตูหน้าต่างอยู่ในปริมาณหนึ่งอยู่แล้ว ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในการหายใจ นอกจากนี้ หากเป็นห้องประชุม ในขณะที่เปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้อากาศเย็นก่อนจะมีคนเข้าใช้ห้อง ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ ให้รอจนมีคนเข้าใช้ห้องประชุมเป็นจำนวนมากก่อน จึงเปิดพัดลมระบายอากาศก็ได้ วิธีที่ 3 ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟแสงสว่างที่ไม่จำเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้าและหลอดไฟฟ้าแสงสว่าง จะปล่อยความร้อนเข้าสู่ห้องปรับอากาศ เท่ากับพลังงานที่อุปกรณ์ไฟฟ้าและหลอดไฟใช้ และความร้อนนั้นก็จะกลายเป็นปัญหาของ แอร์เคลื่อนที่ และต้องเสียพลังงานในการนำความร้อนนี้ทิ้งออกไปข้างนอกอีก จะเห็นได้ว่า การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือไฟฟ้าแสงสว่าง ในห้องปรับอากาศจะเป็นการเสียค่าไฟสองต่อ คือ – เสียค่าไฟที่อุปกรณ์หรือหลอดไฟใช้ – เสียค่าไฟที่เครื่องปรับอากาศเพื่อนำความร้อนออกไปทิ้งนอกห้อง ดังนั้น การปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟแสงสว่างที่ไม่จำเป็นในห้องปรับอากาศ จึงเป็นการประหยัดสองต่อคือ ประหยัดที่ตัวอุปกรณ์ และประหยัดที่เครื่องปรับอากาศ

พัดลมตั้งพื้น

สุขภาพดีขึ้นได้ด้วยพัดลมตั้งพื้น

สุขภาพดีขึ้นได้ด้วย “พัดลมตั้งพื้น” สวัสดียามบ่ายเพื่อนๆทุกท่านครับ อากาศวันนี้เป็นใจเปิดหน้าต่างรับลมเย็นๆจากธรรมชาติที่พัดผ่านมานั่งมองออกไปมองหน้าต่างเพลินๆ ถ้าเป็นช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานั้นเราคงจะไม่สามารถเปิดหน้าต่างและรับลมเย็นๆอย่างในตอนนี้ได้ ก็เนื่องจากไม่กี่เดือนก่อนอุณหภูมิในประเทศไทยนั้นแตะเกือบๆที่ 40 องศา เรียกได้ว่า อย่างกับลมที่พัดผ่านภูเขาไฟมาเลยทีเดียว! มาในวันนี้ที่กำลังจะเข้าหน้าฝนทำให้มีฝนตกมาบ้างส่งผลให้อุณหภูมิลดลงบ้าง ไม่ร้อนจนเกินไปไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศแต่อย่างใดและหันมาเปิดหน้าต่างรับลมจากธรรมชาติก็สดชื่นไปอีกแบบและยังทำให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ด้วย เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่าการเปิด”พัดลมตั้งพื้น”แทนการเปิด”แอร์”นั้นทำให้สุขภาพเราดีขึ้นได้ยังไง? ในบทความนี้เราจะมาเฉลยคำตอบกันครับ ”พัดลมตั้งพื้น” “ดีต่อสุขภาพ” ยังไง 1.”ระดับความถี่ของคลื่นเสียงที่กำลังดี” -เสียงหมุนของตัวพัดลมนั้นเป็นคลื่นเสียงที่ต่อเนื่องและมีระดับความถี่กำลังดี ซึ่งช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ยิ่งท่านใดมีลูกน้อยที่ชอบนอนดึกคลื่นความถี่จากเสียงพัดลมจะทำให้ลูกน้อยนอนหลับสบายไม่ตื่นขึ้นมากลางดึกอีกด้วย 2.”ช่วยรักษาความชื้นภายในห้อง” -เพื่อนๆคงอาจจะเคยสังเกตเมื่อเวลาตื่นนอนมาใหม่ๆโดยการเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ทั้งคืนเมื่อตื่นมาจะรู้สึกมีอาการ ปากแห้ง คอแห้ง เหตุเพราะเนื่องจากเครื่องปรับอากาศจะดูดความชื้นจากห้อง ทำให้ความชื้นภายในห้องลดลง ส่งผลทำให้ผู้ที่นอนในห้องจะมีอาการคอแห้งและเจ็บคอได้ ดังนั้นลองหันมาเปิดพัดลมตั้งพื้นแทนการเปิดแอร์ก็จะช่วยในเรื่องของการตื่นขึ้นมาแล้วคอแห้งได้ 3.”ช่วยให้อากาศถ่ายเท ปราศจากกลิ่นอับ” -การที่อากาศภายในห้องถ่ายเทนั้นย่อมดีต่อสุขภาพของเราเพราะถ้าห้องไหนที่อับและอากาศไม่ถ่ายเทนั้นจะทำให้เชื้อโรคที่ลอยอยู่ในอากาศวนเวียนอยู่ข้างในห้องไม่ยอมจากไปไหนสักที ดังนั้นการเปิด พัดลมตั้งพื้น นั้นจะช่วยให้อากาศถ่ายเทและลดกลิ่นอับของห้องได้ครับ เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับ ประโยชน์ของพัดลมตั้งพื้น ในอีกมุมหนึ่งที่เราไม่ค่อยจะนึกถึงกันและในเมื่อเพื่อนๆรู้อย่างนี้แล้ว ในบางวันที่อากาศกำลังเป็นใจอย่างเช่นในวันนี้เพื่อนๆก็อาจลองหันมาเปิดพัดลมตั้งพื้นแทนการเปิดเครื่องปรับอากาศก็จะดีไม่น้อยเลยทีเดียว

พัดลมตั้งโต๊ะ

เลือกซื้อพัดลมตั้งโต๊ะแบบไหนดี

วิธีการเลือกซื้อพัดลมตั้งโต๊ะ “ฉบับจัดเต็ม” วิธีง่ายๆในการเลือกซื้อพัดลมตั้งโต๊ะนั้น ก่อนอื่นเพื่อนๆจะต้องถามตัวเองว่าเราต้องการพัดลมแบบไหน แบบปรับระดับความแรงลมได้ หมุนได้ สามารถบอกเวลากับเราได้ หรือให้ความเย็นพร้อมกับกลิ่นอโรม่าเบาๆช่วยให้เราผ่อนคลายขณะทำกิจกรรมต่างๆ หรือจะเป็นระบบไอน้ำก็มีให้เราเลือกหลากหลาย ในบทความนี้เราจะมาดูถึงวิธีในการเลือกซื้อพัดลมตั้งโต๊ะให้คุ้มค่าและตอบโจทย์ของเราได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่รอช้า…ไปลุยกันเลย ”เลือกซื้อรุ่นที่มีกำลังแรงลมดี มีชัยไปเกินครึ่ง” -แน่นอนว่าความเย็นที่เราได้รับนั้นหลักๆก็มาจากกำลังแรงลมของตัวใบพัด ถ้าเราเลือกซื้อรุ่นที่มีกำลังแรงลมดีก็ย่อมให้ความเย็นกับเราได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมาปรับระยะซึ่งทำให้ได้รับความเย็นได้อย่างไม่ทั่วถึง ดังนั้นเราควรที่จะเลือกซื้อรุ่นที่มีกำลังแรงลมเอาไว้ก่อนจะดีที่สุด “รุ่นที่ทำงานอย่างเงียบ ปราศเสียงรบกวน” -ความเงียบของตัวเครื่อง คืออีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ซื้อควรที่จะพิจารนา ในขณะที่เรากำลังทำงาน อ่านหนังสือ หรือแม้แต่งีบพักผ่อน ความสงบคือสิ่งที่เราต้องการ และยังเป็นการไม่ส่งเสียงรบกวนเพื่อนๆรอบข้างอีกด้วย “ใช้งานง่าย ครบทุกความต้องการ” -บางครั้งเราอยากที่จะปรับระดับความแรงลมในตอนที่เรารู้สึกหนาว หรือไม่ต้องการเปิดพัดลมใส่ตัวตลอดเวลา เพียงแค่เราเลือกซื้อรุ่นที่สามารถปรับระดับความแรงของใบพัดได้ ยิ่งถ้ารุ่นไหนที่สามารถหมุนส่ายไปมาได้ก็จะดีมาก เพราะบางทีเราก็ไม่ต้องการให้ลมเป่าตัวเราตลอดเวลาอาจจะหนาวสะท้านได้ ดังนั้นปรับให้ได้รับลมเย็นเป็นระยะๆก็จะทำให้เราได้รับความเย็นกำลังดี “ทำความสะอาดง่าย ถอด-ล้างได้” -เป็นธรรมดาเมื่อเราใช้งานไปสักพักแล้วจะมีฝุ่นเข้าไปเกาะติดตามใบพัดหรือฝาครอบทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพของเราได้ ดังนั้นการเลือกซื้อพัดลมแบบตั้งโต๊ะควรเลือกซื้อรุ่นที่สามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ง่ายด้วย “ฟังก์ชั่นครบ ตัวเดียวจบ” -พัดลมตั้งโต๊ะนั้นไม่ใช่แค่ให้ความเย็นสบายกับเราเท่านั้น แต่ในบางรุ่นนั้นออกแบบมาให้ฟังก์ชั่นการทำงานอื่นๆเช่น แบบระบบไอน้ำเพิ่มความสดชื่นให้กับเรา เสริมไฟ LED บอกสถานะใช้งานหรือสถานะแบตเตอรี่ เสริมฟังก์ชั่นนาฬิกาบอกเวลา หรือ บางรุ่นยังมีการเสริมกลิ่นอโรม่าเข้ามาทำให้เรารู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายขณะใช้งาน พัดลมตั้งโต๊ะในปัจจุบันนี้มีหลากหลายให้เราได้เลือกซื้อ เรียกได้ว่ามีครบทุกแบบทุกความต้องการของเราเลยทีเดียว แต่ถึงยังไงก็แล้วแต่ถ้าเราจะซื้อพัดลมตั้งโต๊ะทั้งทีก็ควรที่จะเลือกซื้อพัดลมตั้งโต๊ะที่มีมาตราฐานการรับรองเพื่อความปลอดภัยและอายุการใช้งานของตัวเครื่อง เสียแพงหน่อยแต่รับรองว่าคุ้มค่างานใช้งานอย่างแน่นอนครับ

พัดลมตั้งโต๊ะ

พัดลมตั้งโต๊ะมีกี่แบบ

มารู้จักพัดลมตั้งโต๊ะกันเถอะเรา พัดลมตั้งโต๊ะ มีหลายแบบหลายขนาดอยู่ที่เราถนัดแบบไหน บางคนชอบแบบมีปลั๊กเสียบและอีกหลายคนก็ถนัดแบบเสียบสาย USB พัดลมตั้งโต๊ะเป็นหนึ่งในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เล็กกระทัดลัดที่สามารถให้ความเย็นกับทุกๆท่านได้ และสามารถพกพาไปได้ในทุกๆที่ จึงสามารถเรียกได้ว่า ตัวเล็กใจถึงพึ่งได้ เราไปดูกันเลยว่าแต่ละแบบแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันอย่างไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ พัดลมตั้งโต๊ะนั้นแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะหลักๆ คือ 1. แบบเสียบปลั๊กไฟ แรงดีไม่มีตก พัดลมแบบเสียบปลั๊กนั้นสามารถให้พลังแรงลมกับเราได้ไม่แพ้พัดลมตั้งพื้นขนาดเล็กเลยทีเดียว เนื่องจากใช้ไฟบ้าน ทำให้การทำงานของเครื่องนั้นไม่สะดุด มั่นคง ทำงานได้อย่างยาวนานและต่อเนื่อง ข้อเสีย คือ เราจะต้องอยู่ในบริเวณที่มีเต้าเสียบปลั๊กหรือต้องพกเจ้าปลั๊กสามตาไปด้วย 2. แบบ USB สั้นๆได้ใจความ พัดลมแบบ USB นั้นเหมาะสำหรับท่านที่ใช้ คอมพิวเตอร์พีซี โน้ตบุ๊ก หรือ แบตเตอรี่สำรอง(Power Bank) ก็สามารถเสียบสาย USB ใช้ได้เหมือนกัน แบบสาย USB นั้นแม้จะสะดวกและกะทัดลัด แต่ข้อด้อยของมันก็คือ จะไม่สามารถให้พลังแรงลมที่แรงแบบเสียบปลั๊กได้ ดังนั้นจึงเหมาะกับการใช้งานเพียงชั่วคราวแต่ก็เย็นได้เหมือนๆกัน 3. แบบแบตเตอรี่ในตัว ไม่กลัวแม้ไม่มีคู่ แบบนี้ถึงแม้จะไม่มีเต้าเสียบปลั๊ก หรือ Port USB ก็หมดห่วงเพราะแบบมีแบตเตอรี่ในตัวนั้นจะสามารถเปิดใช้งานได้ด้วยตัวเองเพียงแค่เราชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม ก็จะให้ลมเย็นกับเราได้อย่างสบาย แต่แบบมีแบตเตอรี่ในตัวก็มีข้อเสียในตัวเหมือนกัน คือ เมื่อใช้ไปนานๆแบตเตอรี่ก็จะเริ่มอ่อนลง ทำให้แรงพัดลมนั้นอ่อนกำลังลงไปด้วย วิธีแก้คือคุณต้องพกแบตเตอรี่สำรองเอาไว้ หรือแบบไหนที่เป็นแบบสายชาร์จ USB ก็จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมครับ ทั้งหมดนี้ คือ พัดลมตั้งโต๊ะ ในลักษณะต่างๆที่เราใช้กันอยู่ทุกวันที่สามารถให้ความเย็นและความสะดวกสบายแก่เราได้ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตามและยังมีอีกหลายลักษณะที่ขึ้นอยู่กับการติดตั้งเช่น แบบคลิปหนีบกับโต๊ะ หรือ แบบตั้งโต๊ะ นั้นก็แล้วแต่ความสะดวกในการติดตั้งของเรา ในบทความหน้าเราจะมาพูดถึงส่วนประกอบของพัดลมกันส่วนในบทความนี้กระผมขอลาไปก่อนนะคร้าบ โชคดีมีชัยแล้วพบกันใหม่ครับ

พัดลมตั้งพื้น

ส่วนประกอบ พัดลมตั้งพื้น

พัดลมตั้งพื้น…มีส่วนประกอบอะไรกันบ้างนะ สายตาจับจ้องไปที่พัดลมตั้งพื้นตัวเก่งที่กำลัง หมุนซ้ายที ขวาที พลางคิดในใจว่าอยู่ทำไมเราอยู่ด้วยกันมาก็เนิ่นนาน ทั้งๆที่แกให้ลมเย็นกับเรามาตลอด แต่เราไม่เคยได้รู้จักกันจริงๆซักที… ไม่เป็นไรครับ วันนี้เราจะได้มารู้จักกับพัดลมตัวโปรดของเรากันว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง เราไปเรียนรู้พร้อมกันเลยครับ พัดลมตั้งพื้นที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้นั้นมีส่วนประกอบด้วยกัน 9 ส่วน คือ • ชุดมอเตอร์ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนแรงหมุนโดยการนำพลังงานไฟฟ้ามาแปรเปลี่ยนเป็นหลังงานกลจากนั้นจะส่งกำลังหมุนในระดับความเร็วต่างๆ • สวิตช์ควบคุมความเร็ว หน้าที่หลักของมันคือ ปรับระดับความเร็วการหมุนของใบพัด โดยการตัดต่อกระแสไฟฟ้าของมอเตอร์ และขดลวดปรับระดับความเร็วของมอเตอร์นั่นเอง • ตะแกรงหน้า เปรียบเสมือนป้องหน้าที่ป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานได้รับอันตรายจากแรงหมุนของใบพัดนั่นเอง • ใบพัด ทำหน้าที่ให้ความเย็นกับเราโดยการ ดูดอากาศจากด้านหลังและเป่ามายังด้านหน้า • ตัวยึดใบพัดกับแกนมอเตอร์ เจ้าตัวเล็กนี้เป็นตัวเชื่อมระหว่างใบพัดกับแกนมอเตอร์ไม่ให้แยกออกจากกัน มีลักษณะเป็นปุ่มมีเกลียว เวลาถอดให้เราหมุนทวนเข็มนาฬิกา • ตะแกรงหลัง เช่นเดียวกับตระแกรงหน้าที่ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากตัวใบพัดและยังเป็นตัวกันไม่ให้ใบพัดกระทบกันชุดของมอเตอร์อีกด้วย • ปุ่มควบคุมการส่าย ที่เราเห็นว่ามันส่ายซ้ายที ขวาที ก็เพราะเจ้าตัวนี้นี้แหละที่คอยทำหน้าที่บังคับการส่ายของตัวพัดลมแต่จะส่ายได้ไปเกิน 90 องศา และขณะเดียวกันก็สามารถบังคับให้อยู่ในตำแหน่งเดิมโดยไม่หมุนอีกด้วย • ฝาครอบมอเตอร์ ทำหน้าที่คลุมมอเตอร์ไม่ให้ผู้ใช้ได้รับอันตรายจากตัวมอเตอร์และในขณะเดียวกันยังดูสวยงามเรียบเนียนไปกับตัวเครื่องอีกด้วย • ปลั๊กเสียบ หรือ เต้าเสียบทำหน้าที่ต่อรับกระแสไฟจากไฟหลักของบ้าน และส่งเข้าต่อไปยังชุดมอเตอร์ให้ทำงาน ทั้งหมดนี้ก็คือส่วนประกอบหลักๆของพัดลมตั้งพื้นที่ทำหน้าที่ให้ลมเย็นๆกับเรามาโดยตลอด แค่เพียงเราหมั่นดูแลรักษาสักหน่อย เช็ดนิดหยอดน้ำมันหน่อย พัดลมตัวเก่งตัวนี้ก็จะให้ความเย็นสบายกับเราแบบนี้ต่อไปอีกยาวนาน พัดลม JPX ทุกรุ่นทุกขนาด ผลิตจากวัสดุคุณภาพ และมีอะไหล่มาตรฐานทุกชิ้น   สินค้าคุณภาพจาก JPX พัดลม 16 นิ้ว ตั้งโต๊ะ 890 บาท พัดลม 16 นิ้ว สไลด์ 990 บาท พัดลม 10 นิ้ว ตั้งโต๊ะ 550 บาท พัดลม 6 นิ้ว ตั้งโต๊ะ 350 บาท แอร์เคลื่อนที่ 9,000 BTU  l  12,000 BTU  I  15,000 BTU เครื่องฟอกอากาศ 360 องศา ราคา 13,300 บาท  

พัดลมตั้งพื้น

พัดลมตั้งพื้นมีข้อดีอย่างไรบ้าง

ข้อดีของพัดลมตั้งพื้นที่เราไม่ควรมองข้าม ถ้าถามว่าระหว่างลมเย็นแบบธรรมชาติกับความเย็นที่มาได้จากแอร์นั้น แบบไหนดีกว่ากัน? หลายๆคนคงจะให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ลมเย็นที่ได้มาจากแอร์นั้นย่อมเย็นกว่า สบายกว่าลมเย็นที่มาจากพัดลมตั้งพื้นอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะปรับอุณหภูมิตามต้องการได้แล้ว ยังไม่ต้องง้อความเย็นจากลมธรรมชาติอีกต่างหาก แต่อย่าพึ่งรีบสรุปกันไปครับ พัดลมตั้งพื้น เองนั้นก็มีข้อดีในตัวเองอยู่เยอะพอสมควร ในบทความนี้เราจะมาดูข้อดีของพัดลมตั้งพื้นกันครับ ”พัดลมตั้งพื้น ประหยัดกว่า” ผลการทดลองระหว่างเปิดแอร์ขนาด17,000 BTU ตั้งไว้ที่ 25 องศา กับพัดลมเบอร์ 3 วันละ 8 ชั่วโมงนั้น เฉลี่ยแล้วค่าไฟของแอร์จะอยู่ที่วันละ 21.28บาท หรือเดือนละ 638.40 บาท ส่วนค่าไฟของพัดลมนั้นจะอยู่ที่วันละ 1.52 บาท หรือเดือนละ 45.80 บาท หรือประหยัดกว่าถึง 14 เท่าต่อเดือนเลยทีเดียว! “พัดลมตั้งพื้น ราคาถูกกว่า” เมื่อเปรียบเทียบกับราคาแอร์แล้วก็ต้องยอมรับว่า พัดลมตั้งพื้นนั้นราคาถูกกว่าแอร์เยอะพอสมควร โดยพัดลมตั้งพื้นนั้นราคาเริ่มต้นแค่เพียงหลักร้อยไปจนถึงหลักพันก็สามารถเลือกซื้อกันได้แล้ว ส่วนราคาเริ่มต้นของแอร์นั้นก็เฉียดๆหลักหมื่นเข้าไปแล้วครับ “พัดลมตั้งพื้นทำความสะอาดง่าย” เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อใช้งานไปได้สักพักก็จะมีฝุ่นเกาะติดตามตัวมอเตอร์หรือใบพัด เพียงแค่เราถอด ตะแกรง ใบพัด และฝาครอบมอเตอร์ออกก็สามารถทำความสะอาดได้อย่างง่ายดายโดยใช้แปรงปัดฝุ่นปัดที่ตัวมอเตอร์และใช้ผ้าหมาดเช็ดตามใบพัด และตะแกรง ก็เรียบร้อยแล้ว แต่!อยากจะขอเตือนเพื่อนๆคนไหนที่ถอดทำความสะอาดด้วยตนเองก็อย่าลืมถอดปลั๊กไฟให้เรียบร้อยก่อนไม่อย่างงั้นอาจจะโดนไฟดูดกันได้ครับ “ได้รับอากาศจากธรรมชาติ” ข้อนี้เป็นข้อดีที่หลายๆคนมองข้าม ความแตกต่างระหว่างความเย็นที่ได้จากลมธรรมชาติกับความเย็นที่มาจากแอร์นั้น ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน สาเหตุก็เนื่องมาจากแอร์หรือเครื่องปรับอากาศนั้นจะดูดความชื้นออกจากห้อง ทำให้ความชื้นของห้องลดลง ส่งปัญหาต่อมาให้ผู้ที่นอนในห้องมีอาการคอแห้งและเจ็บคอได้ ซึ่งต่างกับพัดลมตั้งพื้นที่ให้ลมเย็นจากธรรมชาติเมื่อเราตื่นขึ้นมาจะรู้สึกสดชื่นและไม่รู้สึกเจ็บคอ “ค่าบำรุงรักษาต่ำ” เมื่อเปรียบเทียบการบำรุงรักษาระหว่าง แอร์ กับ พัดลมตั้งพื้น แล้วนั้นค่อนข้างที่จะแตกต่างกันอยู่มาก นอกจากเรื่องอะไหล่ของตัวพัดลมตั้งพื้นที่ถูกกว่าและค่าบำรุงให้การล้างทำความสะอาดก็ถูกกว่าและสามารถถอด-ล้างด้วยตนเองได้ ในขณะที่แอร์นั้นต้องจ้างช่างผู้ชำนาญมาล้างให้ราคาอย่างต่ำก็ 300-500 ขึ้นไปแล้ว เห็นไหมครับ ”พัดลมตั้งพื้น” นั้นก็มีข้อดีในตัวเองอยู่เยอะพอสมควร เพื่อนๆคนไหนที่อยากจะรับลมธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ก็สามารถหาซื้อพัดลมตั้งพื้นมาใช้งานกันได้ในราคาแค่หลักร้อยแถมยังได้รับสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยครับ